" "

“จ่าฝูงพรีเมียร์ลีก” สมบัติผลัดกันชม

ฟุตบอลลีกสูงสุดของหลายๆ ประเทศได้พักยก เปิดโอกาสให้กับโปรแกรมทีมชาติ

ที่ถึงคิวโม่แข้งกันไปจนถึงช่วงกลางสัปดาห์หน้า ซึ่งหลายลีก ถ้าเทียบเป็น “อเมริกันเกมส์”

ฟุตบอลลีกสูงสุดของหลายๆ ประเทศได้พักยก เปิดโอกาสให้กับโปรแกรมทีมชาติ

ก็ต้องบอกว่ายังดำเนินการแข่งขันไม่จบควอเตอร์แรกดีด้วยซ้ำ แต่ถือว่าบี้กันสนุก โดยเฉพาะ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ตำแหน่ง “จ่าฝูง” กลายเป็นสมบัติผลัดกันชม นั่นแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของลีกมาตรฐานอันดับ 1 ของโลกอย่างแท้จริง เพราะช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อันดับ 1 ของตารางสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันถึง 4 ทีม วันนี้ Football Moment จะพาไปดูปัจจัยที่ส่งผลให้สโมสรเหล่านั้นขึ้นมานั่งหัวตารางกันได้

ลิเวอร์พูล

หากจะเทียบผลงานของบรรดาท็อปโฟร์ พรีเมียร์ลีก เมื่อซีซั่นก่อน ต้องบอกว่า “แชมป์เก่า” ลิเวอร์พูล เป็นเพียงทีมเดียวที่ออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ได้สมราคา ก่อนเข้าสู่ช่วงฟีฟ่าเดย์ “หงส์แดง” เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยการทะยานขึ้นมานำเป็นจ่าฝูง ถึงแม้การบุกไปเสมอ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-1 เมื่อคืนวันอาทิตย์ไม่ช่วยให้ลูกทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ รักษาสถานภาพทีมอันดับ 1 เอาไว้ได้ แต่การปักหลักรั้งอันดับ 3 ด้วยการเก็บไป 17 คะแนน จากการเตะ 8 นัด หาใช่เรื่องที่เสียหาย

“การเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว แต่การป้องกันแชมป์นั้นยากกว่า” ยังเป็นวลีที่ใช้ได้เสมอ ในเมื่อ คล็อปป์ ต้องโชว์กึ๋นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล การบาดเจ็บของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่าขวา จนต้องปิดเทอมยาว ตอนแรกเหล่า “เดอะค็อป” เกรงว่างานจะเข้าทีมรัก แต่ทำไปทำมา ลิเวอร์พูล กลับคว้าชัยมาได้ 5 นัดติดต่อกันทั้งในพรีเมียร์ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนมาสะดุดเสมอ แมนฯ ซิตี้ ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

แรกเริ่ม คล็อปป์ แก้ปัญหาด้วยการถอย ฟาบินโญ่ ไปเล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟจำเป็น แต่พอมิดฟิลด์ตัวรับทีมชาติบราซิลบาดเจ็บไปอีกคน กุนซือชาวเยอรมัน จึงเปิดโอกาสให้ดาวรุ่งอย่าง นาธาเนียน ฟิลลิปส์ และ รีส วิลเลี่ยมส์ ได้ลงมาแจ้งเกิด เสริมสร้างกระดูกไปในตัว เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง เนโก วิลเลี่ยมส์ รวมทั้ง เคอร์ติส โจนส์ ที่ถูกดันขึ้นมาเสริมทีมชุดใหญ่กับเขาด้วย นอกจากนี้ “หงส์แดง” ยังค้นพบตัวตายตัวแทน 3 ประสานเกมรุก นั่นก็คือ ดีโอโก้ โชต้า ที่ฉายความเป็นเพชรเม็ดงามออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด ถ้าเกิดใครคนใดคนหนึ่งระหว่าง โรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ , ซาดิโอ มาเน่ หรือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ตัดสินใจย้ายทีมในอนาคตอันใกล้ แฟนๆ ก็พอจะหายห่วงได้บ้าง

เมื่อดูถึงขุมพลังดาวรุ่งที่โปรโมตขึ้นมา บวกกับเหล่าขุนพลที่ยืนหยัดสู้กันจนเป็นแชมป์ลีกหนแรกในรอบ 30 ปี พูดได้เลยว่า ลิเวอร์พูล จะยังเป็นยอดทีมของเกาะอังกฤษไปอีกนานพอควร อย่างน้อยก็ในยุคของ คล็อปป์ รวมถึงทีมดังแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ ยังแอบหวังกลับไปครองจ้าวยุโรปได้ด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่กับว่านักเตะจะรักษาสภาพร่างกายและฟอร์มการเล่นได้คงเส้นคงวาแค่ไหน แต่นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก “หงส์แดง” คือหนึ่งในทีมที่จะได้ลุ้นชูโทรฟี่แชมป์อย่างแน่นอนในฤดูกาล 2020-21

เซาธ์แฮมป์ตัน

         ถ้าพูดถึง เซาธ์แฮมป์ตัน ใครจะไปคิดว่า “นักบุญแดนใต้” แปลงสภาพจากทีมกลางตาราง หรือทีมที่ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นไปในแต่ละซีซั่น กลายเป็นสโมสรฟุตบอลที่เล่นได้น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย งานนี้คงต้องยกเครดิตให้ ราล์ฟ ฮาเซนฮุทเทิ่ล กุนซือชาวออสเตรีย ไปเต็มๆ

ย้อนกลับไปวันแรกที่ ฮาเซนฮุทเทิ่ล อำลา แอร์เบ ไลป์ซิก ในศึกบุนเดสลีก้า เยอรมนี เข้ามาทำงานในถิ่นเซนต์ แมรีส์ สปอร์ตไลท์จากสื่อเมืองผู้ดีพุ่งไปหาเขา เนื่องจากได้รับไลเซนต์ใบอนุญาตการเป็นโค้ชรุ่นเดียวกับ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่สำคัญ ฮาเซนฮุทเทิ่ล ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น “คล็อปป์ แห่งเทือกเขาแอลป์” ณ วันนั้น ฮาเซนฮุทเทิ่ล ยืนยันว่า เขาต้องการเป็นตัวของตัวเอง ไม่อยากเป็นเหมือนใคร และภารกิจแรกที่ต้องทำคือ การมุ่งมั่นนำ เซาธ์แฮมป์ตัน อยู่รอดให้ได้ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้บอร์ดบริหารผิดหวัง พาทัพ “นักบุญ” จบอันดับ 16 คงสถานะทีมในลีกสูงสุดของอังกฤษไว้ได้ต่อไป

จากนั้นซีซั่นถัดมา ฮาเซนฮุทเทิ่ล เริ่มประกอบร่างจน “นักบุญ” กลายเป็นทีมกลางตาราง จบอันดับ 11 เก็บไปได้ถึง 52 คะแนน ไม่ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอีกต่อไป มาจนถึงฤดูกาลล่าสุด เซาธ์แฮมป์ตัน แซง ลิเวอร์พูล ด้วยการขึ้นไปนั่งจ่าฝูงชั่วคราว จากการเปิดบ้านอัด นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 2-0 ในเกมฟรายเดย์ ไนท์ ทั้งที่พวกเขาขาดดาวซัลโวประจำทีมอย่าง แดนนี่ อิงส์ แต่ไม่ใช่ปัญหาเมื่อ เช อดัมส์ ยังเล่นได้อย่างท็อปฟอร์ม บวกกับการคืนชีพของ ธีโอ วัลค็อตต์ ที่ยืมมาจาก เอฟเวอร์ตัน ช่วยให้ต้นสังกัดเก่าไร้พ่ายในพรีเมียร์ลีก 6 เกมหลังสุด เป็นการคว้าชัยได้ถึง 5 นัด จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมสโมสรเล็กๆ จากแดนใต้ถึงขึ้นมาอยู่อันดับ 4 ณ ปัจจุบัน ด้วยขุมพลังมีนักเตะฝีเท้าดีอยู่หลายคน บวกกับมันสมองของ ฮาเซนฮุทเทิ่ล เซาธ์แฮมป์ตัน แอบฝันลุ้นตั๋วไปเตะฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลหน้าได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เส้นทางมันยังอีกยาวไกลนัก ระยะเวลาจะพิสูจน์ฝีมือ “นักบุญ” ว่าจะเป็นพระเหลี่ยมทองคล้องคอเด่นเป็นสง่าได้หรือไม่

ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์

ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2019 สเปอร์ส ตัดสินใจแยกทางกับ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ โดยสโมสรดังแห่งกรุงลอนดอน ประกาศแต่งตั้ง โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาสานงานต่อ ท่ามกลางคำถามว่า “ไก่เดือยทอง” คิดผิดหรือไม่กับการเลือกโค้ชที่หลายคนมองว่าหมดมุกไปแล้วกับการคุมทีมระดับพรีเมียร์ลีก ในเมื่อเอาชื่อเสียงเก่าๆ สมัยอยู่กับ เชลซี ไปทิ้งกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสียหมด

ขวบปีแรกของ มูรินโญ่ กับสเปอร์ส ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ทีมมีลุ้นตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ไปแผ่วในช่วงปลาย แต่อย่างน้อยก็จบอันดับ 6 ได้โควตาไปเตะยูโรป้า ลีก เป็นการปลอบใจ แต่ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ดูเหมือนกุนซือวัย 57 ปี ได้สร้างทีมขึ้นมาด้วยมือตัวเองอย่างแท้จริง เมื่อ มูรินโญ่ เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในการเสริมทัพ ได้ไฟเขียวจาก ดาเนียล เลวี่ ประธานสโมสรอย่างเต็มที่ ไม่เหมือนสมัยอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่การเสริมตัวผู้เล่นกลายเป็นว่า เอ็ด วู้ดเวิร์ด ซีอีโอ “ปิศาจแดง” เข้ามาล้วงลูกอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อได้นักเตะที่ต้องการ “ไก่เดือยทอง” เริ่มติดปีกทะยานไปข้างหน้า มูรินโญ่ ยังคงเอกลักษณ์เน้นให้ทีมเล่นเหนียวแน่นไว้ก่อน แต่กุนซือชาวโปรตุกีสก็ได้พิสูจน์ให้เห็นเช่นกันว่า เขาไม่ใช่กุนซือสไตล์น่าเบื่อ ในเมื่อองค์ประกอบในทีมอุดมไปด้วยแข้งซูเปอร์สตาร์ขนาดนั้น โดยเฉพาะเกมรุกที่ยืมตัว แกเร็ธ เบล มาเสริมงานทั้ง แฮร์รี่ เคน และ ซน เฮือง มิน จึงสั่ง สเปอร์ส ล่าประตูอย่างสนุกสนาน อย่างเกมบุกถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 6-1 ชนิดไม่ไว้หน้าต้นสังกัดเก่า หรือศึกฟุตบอลยุโรปถ้วยใบเล็กอย่าง ยูโรป้า ลีก ที่เปิดบ้านปูพรมกด มัคคาบี้ ไฮฟา ทีมชั้นนำของอิสราเอล 7-2

ที่สำคัญ สเปอร์ส เริ่มแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติที่น่าสนใจบางอย่างของทีมที่มีลุ้นแชมป์ นั่นก็คือ ยามใดที่เกมดูตึงๆ ทำท่าพลาดชัยชนะ แต่ทีมยังมีลูกฮึดที่จะคว้า 3 แต้มออกมาได้ อย่างในนัดที่บุกเฉือน เบิร์นลีย์ 1-0 ช่วงท้ายๆ และเชือด เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ไปได้ 1-0 ก่อนจบเกมแค่ 2 นาทีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ สเปอร์ส ขึ้นไปนั่งจ่าฝูงได้ชั่วคราวเมื่อคืนวันเสาร์ ก่อนหล่นมาอยู่อันดับ 2 ณ ปัจจุบัน มีอยู่ 17 คะแนนจาก 8 นัด ตามหลัง เลสเตอร์ ซิตี้ แค่แต้มเดียว

เลสเตอร์ ซิตี้

หลังจากที่ เลสเตอร์ ซิตี้ หักปากกาเซียนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นสมัยแรกเมื่อฤดูกาล 2015-16 หลายคนมองว่า นั่นคงเป็นเกียรติยศเดียวที่จะจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อ “เสี่ยต๊อบ” อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ยังเจริญรอยตามปณิธานของคุณพ่อ วิชัย ศรีวัฒนประภา (อดีต) ประธานสโมสรผู้ล่วงลับ นำทัพ “จิ้งจอกสยาม” ยืนหยัดเป็นทีมหัวแถวในพรีเมียร์ลีกได้จนถึงทุกวันนี้

โดย เลสเตอร์ ซิตี้ ยังวางเป้าประสบความสำเร็จในทุกภารกิจที่ลงสนาม ซีซั่นก่อนน่าเสียดายที่พลาดตั๋วไปเตะยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในช่วงท้ายฤดูกาล แต่พวกเขาไม่เคยคิดที่จะหยุดเดินหน้า นอกจากการสร้างทีมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จึงเปิดคลังทุ่มเงิน 36.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,460 ล้านบาท เป็นสถิติสโมสร คว้าตัว เวสลีย์ โฟฟาน่า ปราการหลังแห่งอนาคตมาจาก แซงต์ เอเตียน ในลีกเอิง ฝรั่งเศส รวมถึงซิวตัว ทิโมธี กาสตันเญ่ ผู้เล่นริมเส้นฟอร์มเด่นมาจาก อตาลันต้า ในกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ทีมยังมีนโยบายผลักดันนักเตะดาวรุ่งขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ ประจวบเหมาะกับสถานการณ์สร้างโอกาส เลสเตอร์ มีปัญหาผู้เล่นในแผงหลังเจ็บกันหลายคน เจมส์ จัสติน และ ลุค โธมัส จึงได้ขึ้นมาเป็นแกนหลักถึงวันนี้

ปัจจุบัน เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าชัยมา 6 นัดติดต่อกันในทุกรายการ ในยูโรป้า ลีก ผลงานกำลังไปได้สวยในรอบแบ่งกลุ่ม โดย ร็อดเจอร์ส รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาหมุนเวียนนักเตะลงสนามได้อย่างลงตัว จึงไม่กระทบต่อฟอร์มในเวทีพรีเมียร์ลีก “จิ้งจอกสยาม” ก้าวขึ้นมานั่งจ่าฝูงก่อนช่วงเบรกให้กับทีมชาติ เมื่อเก็บไปได้ 18 คะแนน จากการเตะ 8 นัด และด้วยความเป็นนักสู้ของผู้เล่นที่พร้อมอุทิศตนเพื่อ “คุณวิชัย” อันเป็นที่รัก บวกกับประสบการณ์อันเจ็บช้ำจากซีซั่นก่อน “จิ้งจอกสยาม” จึงรู้ดีว่าภารกิจของพวกเขาต้องเดินหน้าไปในทิศทางใด เชื่อเหลือเกินว่าสโมสรลูกหนังอังกฤษหัวใจไทย มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ ถ้ายังร่วมมือร่วมใจกับแบบนี้ต่อไป

 

 

ติดตามข่าวสารได้ที่ :: ข่าวฟุตบอล ใหม่สด ทุกวัน

บทความข่าวฟุตบอล :: อ่านบทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี

@footballmoment