กว่าจะขึ้นมาเป็นนักเตะที่โด่งดังในวงการลูกหนัง

อดีต 7 นักเตะสละเรือ ไปเป็นแข้งสตาร์ทีมอื่น

กว่าจะขึ้นมาเป็นนักเตะที่โด่งดังในวงการลูกหนัง

เส้นทางของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน วันนี้ Football Moment จะพาแฟนๆ ไปรู้จักกับ 7 ดาวเตะที่เคยได้ชื่อว่าเป็นผู้เล่นของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

กว่าจะขึ้นมาเป็นนักเตะที่โด่งดังในวงการลูกหนัง

ก่อนตัดสินใจสละเรือใบสีฟ้าเพื่อย้ายไปขอโอกาสแจ้งเกิดกับต้นสังกัดใหม่ได้ในที่สุด

จาดอน ซานโช่ (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

         ก่อนที่จะขึ้นมาเป็นแม่ทัพเสือเหลืองโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แห่งศึกบุนเดสลีก้า เยอรมนี ครั้งหนึ่ง จาดอน ซานโช่ เคยได้ไปฝึกฝนวิชาลูกหนังในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้เรียนรู้งานจาก เควิน เดอ บรอยน์ มิดฟิลด์ทีมชาติเบลเยียม แต่การที่เรือใบสีฟ้าอุดมไปด้วยแข้งซูเปอร์สตาร์ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือชาวสเปน ยอมรับว่ายังไม่มีพื้นที่ให้ ซานโช่ ได้เฉิดฉายในทีมชุดใหญ่ จึงตัดสินใจเปิดทางให้วันเดอร์คิดแห่งวงการลูกหนังเมืองผู้ดีย้ายทีมออกไปเมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัวเพียง 7 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 280 ล้านบาท

            พอไปอยู่ในถ้ำเสือเหลืองซานโช่ ได้โอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง ฉายแววพรสวรรค์ออกมาในแต่ละปี ฤดูกาลก่อน สตาร์วัย 20 ปี ทำผลงานยิงไป 20 ประตู 20 แอสซิสต์ จากการลงสนามให้ ดอร์ทมุนด์ 44 นัด แบ่งเป็น 17 ประตู 17 แอสซิสต์ ในบุนเดสลีก้า ทำให้ ซานโช่ กลายเป็นทีมจับตาของสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปอย่าง เรอัล มาดริด , ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยปัจจุบันค่าตัวของ ซานโช่ ถูกตั้งไว้ที่ 108 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 4,320 ล้านบาท ซึ่งราคาอาจไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ตราบใดที่ผลงานของ ซานโช่ ยังดีวันดีคืน

แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล (เลสเตอร์ ซิตี้)

            สมัยที่เฝ้าเสาให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลูกชายแท้ๆ ของ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล เคยได้โอกาสเฝ้าเสาให้เรือใบสีฟ้าเพียง 10 นัด ก่อนชีพจรลงเท้าย้ายทีมแบบยืมตัวถึง 5 ครั้ง ไปเล่นให้สโมสรเล็กๆ อย่าง ดาร์ลิงตัน , บิวรี่ , ฟัลเคิร์ก , คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และ โคเวนทรี ซิตี้ ก่อนที่ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล จะย้ายไปเล่นให้ น็อตต์ส เคาน์ตี้ แบบถาวรในปี 2009 จนไต่ระดับไปยืนปราการด่านสุดท้ายให้ยูงทองลีดส์ ยูไนเต็ด จนได้มาลงหลักปักฐานกับจิ้งจอกสยามเลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2011 อยู่โยงมาจนถึงทุกวันนี้

            โดย ชไมเคิ่ล ถือเป็นหนึ่งในนักเตะประวัติศาสตร์ผู้พา เลสเตอร์ ซิตี้ ครองแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สมัยแรกของสโมสร เมื่อฤดูกาล 2015-16 ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเพียงปีเดียวจิ้งจอกสยามยังเป็นแค่ทีมที่ดิ้นรนหนีตกชั้นอยู่เลย ถึงวันนี้ นายทวารจอมเก๋าวัย 34 ปี คือมือ 1 ทีมชาติเดนมาร์ก และยังทำผลงานได้เหนียวหนึบให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาล 2020-21 เสียไปเพียง 9 ประตู จากการลงสนาม 8 นัด มีส่วนสำคัญนำจิ้งจอกสยามยืนหยัดขึ้นนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในช่วงต้นซีซั่น

อาเดรียง ราบิโอต์ (ยูเวนตุส)

         ครั้งหนึ่งระยะเวลาเพียงสั้นๆ ในปี 2008 อาเดรียง ราบิโอต์ มีโอกาสมาอยู่ในทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชุดเยาวชน แต่ไม่สามารถสอดแทรกตัวเองขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ จึงต้องย้ายกลับบ้านเกิดไปเล่นที่ฝรั่งเศส เสี่ยงโชคอยู่พักหนึ่ง ก่อนได้โอกาสสำคัญเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพเล่นให้ทีมใหญ่ของเมืองหลวงอย่าง ปารีส แซงต์แชร์กแมงค์

            สมัยที่เล่นให้เปแอสเชราบิโอต์ มีส่วนสำคัญในการนำเกียรติยศมากมายสู่ถิ่น พาร์ค เดอ แพร็งค์ โทรฟี่แชมป์ 18 ใบ หลั่งไหลสู่สโมสร เป็นแชมป์ลีกเอิง 5 สมัยด้วยกัน ก่อนที่ ราบิโอต์ จะหมดสัญญาย้ายไปอยู่ในกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี กับ ยูเวนตุส ซึ่งช่วงแรก กองกลางวัย 25 ปี ต้องแข่งขันแย่งตำแหน่งตัวจริง ก่อนประสบความสำเร็จพาม้าลายโขยกแชมป์ลีก เมื่อฤดูกาลก่อน และกลายเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ ของ อันเดรีย ปิโร่ กุนซือคนหนุ่ม ถึงทุกวันนี้

คีแรน ทริปเปียร์ (แอตเลติโก้ มาดริด)

            คีแรน ทริปเปียร์ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาอยู่ในทีมเยาวชนตั้งแต่ปี 2009 ก่อนขึ้นสู่ชุดใหญ่ แต่ช่วง 3 ปีในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม แบ็กขวาผู้นี้ไม่เคยได้รับโอกาสแม้แต่หนเดียว ได้ลงสนามจริงๆ แค่นัดเดียวในเกมอุ่นเครื่องกับ บาร์เซโลน่า นั่นจึงทำให้ ทริปเปียร์ ตัดสินใจย้ายไปเล่นให้ เบิร์นลีย์ ในรูปแบบยืมตัว ก่อนเซ็นสัญญากันถาวร

            หลังจากทำผลงานได้ดีในถิ่นเทิร์ฟ มัวร์ ทริปเปียร์ ก็ได้โอกาสครั้งสำคัญในชีวิต ถูกดึงตัวไปร่วมทัพ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ แจ้งเกิดด้วยการเบียด ไคลน์ วอล์คเกอร์ ขึ้นไปยึดตำแหน่งตัวจริง ทำให้ วอล์คเกอร์ ต้องย้ายไปอยู่กับ แมนฯ ซิตี้ ส่วน ทริปเปียร์ ได้รับการเรียกตัวไปติดทีมชาติในเวลาต่อมา มีส่วนพาทัพสิงโตคำรามทีมชาติอังกฤษ คว้าอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 2018 ถึงวันนี้ กองหลังวัย 30 ปี มาเผชิญความท้าทายใหม่ๆ ในเวที ลา ลีก้า สเปน และกำลังไปได้สวยกับตราหมีแอตเลติโก้ มาดริด พาทีมอยู่อันดับ 3 ของตาราง

ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ (ฟรีเอเย่นต์)

            ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ เริ่มต้นสายอาชีพลูกหนัง ยิงไป 6 ประตู จากการลงเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชุดเยาวชน 32 นัด ก่อนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ด้วยการเล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรุกไล่จากขวาไปซ้ายจนถึงการยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า สเตอร์ริดจ์ จึงได้ย้ายไปอยู่กับ เชลซี เมื่อปี 2009 มีส่วนพาสิงโตน้ำเงินครามคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก , ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ เอฟเอ คัพ สองสมัย ก่อนย้ายไปเล่นให้กับอีกหนึ่งสโมสรใหญ่ของอังกฤษอย่าง ลิเวอร์พูล ในปี 2013

            สมัยที่ยังรุ่งเรือง สเตอร์ริดจ์ ได้จับคู่ล่าตาข่ายกับ หลุยส์ ซัวเรซ แต่ปัญหาอาการบาดเจ็บที่เรื้อรัง ทำให้ (อดีต) กองหน้าทีมชาติอังกฤษ ต้องระเห็จออกจากรังแอนฟิลด์ เมื่อปี 2019 หลังจากโดน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ยืมตัวไปใช้งาน ส่วนสโมสรล่าสุดของ สเตอร์ริดจ์ คือการพา แทร็ปซอนสปอร์ คว้าตำแหน่งรองแชมป์ลีกตุรกี ฤดูกาล 2019-20 ก่อนหมดสัญญากันไป ซึ่งดาวยิงวัย 31 ปี ก็มีสถานะเป็นแข้งฟรีเอเย่นต์ จนถึง ณ ตอนนี้

เจสัน เดนาเยอร์ (โอลิมปิก ลียง)

         แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตัดสินใจดึงตัว เจสัน เดนาเยอร์ เข้าสู่ทีมในปี 2013 หลังติดตามผลงานของวันเดอร์คิดทีมชาติเบลเยียม มาได้พักหนึ่ง แต่กลายเป็นว่า ปราการหลังปิศาจแดงแห่งยุโรปไม่สามารถสอดแทรกขึ้นมาค้ำแนวรับเรือใบสีฟ้าจนต้องย้ายทีมไปเล่นให้ กลาสโกว์ เซลติก , กาลาตาซาราย และ ซันเดอร์แลนด์ ในรูปแบบการยืมตัว เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ก่อนย้ายไปร่วมทัพ โอลิมปิก ลียง ยักษ์ใหญ่ของลีกเอิง ฝรั่งเศส อย่างถาวรในปี 2018

            ถึงตอนนี้ เดนาเยอร์ คือตัวเลือกลำดับแรกที่โอแอลขาดไม่ได้ ที่สำคัญยังมีส่วนสำคัญพาทีมชาติเบลเยียม ไต่ระดับขึ้นมารั้งอันดับ 1 ในของโลกจากคะแนนสะสมของฟีฟ่า ด้วยวัยเพียง 25 ปี เดนาเยอร์ ถือว่ามีอนาคตอีกยาวไกล แม้เคยพลาดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 จากปัญหาอาการบาดเจ็บ แต่สุดท้ายเซ็นเตอร์แบ็กจอมแกร่ง ก็คืนสู่สนามมีส่วนช่วย ลียง เล่นงานทีมเก่าเขี่ย แมนฯ ซิตี้ ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาลก่อนมาด้วย

บราฮิม ดิอาซ (เอซี มิลาน)

         เคยถูกจับตามองว่าจะเป็นวันเดอร์คิดในวงการลูกหนังได้ แต่ บราฮิม ดิอาซ กลับไม่สามารถแจ้งเกิดในทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ลงเล่นแค่ 15 นัดในทีมชุดใหญ่ โชว์ฝีเท้าในเวทีพรีเมียร์ลีกเพียง 5 นัดเท่านั้น จึงถูกขายกลับบ้านเกิดไปลุยศึกลา ลีก้า สเปน กับราชันชุดขาวเรอัล มาดริด เมื่อปี 2018 อย่างไรก็ตาม ดิอาซ ได้โอกาสลงเล่นให้ต้นสังกัดใหม่แค่ 15 นัด ยิงได้เพียงประตูเดียวในลีก

            เมื่อไม่มีพื้นที่ในแดนกลางให้สอดแทรกขึ้นไป ดิอาซ จึงจำใจอำลาถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาบิว ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเล่นให้ เอซี มิลาน ทีมดังแห่งกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ในรูปแบบการยืมตัว โดย ดิอาซ ค่อยๆ ได้โอกาสขึ้นมาเป็นตัวจริง ยิงไป 1 ประตู จากการลงเตะ 5 นัด มีส่วนช่วยให้ปิศาจแดงดำประกาศศักดาขึ้นมายึดจ่าฝูงลีกสูงสุดแดนมะกะโรนี ณ เวลานี้

 

 

ติดตามข่าวสารได้ที่ :: ข่าวฟุตบอล ใหม่สด ทุกวัน

ประวัตินักฟุตบอล :: อ่านประวัตินักฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี