หายนะ “ปิศาจแดง” การเสริมทัพคงไม่ช่วยอะไร

ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษโม่แข้งกันได้ไม่ถึงเดือน

ลงเตะกันไปบางทีม 3 นัดบ้าง 4 นัดบ้าง โดยสโมสรที่ทำผลงานได้ดีเกินคาด คงหนีไม่พ้นทอฟฟี่สีน้ำเงินเอฟเวอร์ตัน

ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษโม่แข้งกันได้ไม่ถึงเดือน

ที่กวาดชัยทั้ง 4 นัด เก็บ 12 คะแนนเต็ม ขึ้นมานั่งจ่าฝูง ก่อนโปรแกรมหยุดพักหลีกทางให้กับสัปดาห์ทีมชาติ ส่วนอีกทีมที่ผลงานเหลือร้าย ได้แก่ แอสตัน วิลล่า รองจ่าฝูงที่กลายเป็นสิงห์ผงาดติดปีก จากทีมดิ้นรนหนีตกชั้นเมื่อซีซั่นก่อน มาในฤดูกาล 2020-21 ทีมชั้นนำแห่งมิดแลนด์ เก็บชัยทั้ง 3 นัดที่ลงเตะในพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะผลงานล่าสุดถือเป็นชิ้นโบแดงเปิดรังหักปีกหงส์แดงลิเวอร์พูล 7-2 ชนิดไม่ว่าหน้าแชมป์เก่ากันบ้างเลย

ขณะที่ทีมที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังชั่วโมงนี้คงยกให้ใครไปไม่ได้นอกจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดสโมสรลูกหนังระดับโลกซึ่งลงเตะ 3 นัด เก็บมาได้ 3 คะแนน จากผลงานชนะ 1 แพ้ 2 โดยความพ่ายแพ้หนล่าสุดของปิศาจแดงที่โดน ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ บุกมาถล่ม 6-1 เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าทีมกำลังเผชิญวิกฤติหนักหน่วงพอๆ กับโควิด-19” และการก้าวเข้าสู่ตลาดซื้อขายนักเตะ ก่อนเดดไลน์ช่วงซัมเมอร์ปิดในคืนวันนี้ (จันทร์ที่ 5 ตุลาคม) อาจไม่ได้ทำให้ชีพจรของปิศาจแดงกระเตื้องขึ้นก็เป็นได้

มะเร็งร้ายลุกลามในแผงเกมรับ

แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมที่เสียประตูมากที่สุดอันดับ 2 ร่วมกับ ฟูแล่ม ทีมบ๊วย และแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล ที่โดนคู่แข่งทะลวงตาข่ายไปแล้ว 11 ลูก ดีกว่าแค่ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน เท่านั้นที่เสียไป 13 ประตูเท่านั้น ทำให้ปิศาจแดงหล่นไปอยู่ในอันดับ 16 ของตารางพรีเมียร์ลีก ถึงนาทีนี้ คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าเกมรับยูไนเต็ด มีปัญหาจริงๆ และเป็นปัญหาชนิดที่ว่าถ้าเปรียบเปรยกับอาการป่วย นี่เข้าขั้นมะเร็งลุกลามไปกันใหญ่ เนื่องจากตอนนี้ ไม่มีแนวรับคนไหนของยูไนเต็ด ที่อยู่ในฟอร์มพาไปวัดไปวาได้เลย แม้แต่ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ กัปตันทีมที่มีส่วนชัดเจนกับประตูเบิกร่องที่โดน สเปอร์ส เปิดโหมดทะลวงไส้

อันที่จริง แม็คไกวร์ ถือเป็นกองหลังมาตรฐานสูงคนหนึ่งของลีก แต่การที่พาร์ทเนอร์อย่าง วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ ขุดบ่อน้ำมันไว้ให้คู่แข่งเจาะมาเรื่อย ทำเอาเซ็นเตอร์ฮาล์ฟทีมชาติอังกฤษ ดูจะเสียความมั่นใจไปเหมือนกัน ยิ่งมาได้คู่หูใหม่ในขวดเก่าอย่าง เอริค ไบยี่ ที่ช้าเป็นเรือเกลือด้วยแล้ว แม็คไกวร์ แสดงให้เห็นชัดๆ เลยว่า เขาไม่สามารถรับผิดชอบความผิดพลาดของเพื่อนร่วมทีมได้อีกต่อไป การยืนตำแหน่งของ แม็คไกวร์ จึงดูมั่วซั่วไปหมด

ปัญหาแนวรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่แค่คู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ที่เมื่อถึงเวลา โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อาจต้องไปขุดเอา คริส สมอลลิ่ง มายืนจับคู่กับ แม็คไกวร์ แต่สิ่งที่กุนซือชาวนอร์เวย์ ต้องพิจารณาให้ดี คือเห็นหลุมดำที่เกิดขึ้นในตำแหน่งแบ็กทั้งสองข้างบ้างหรือไม่ อารอนวาน บิสซาก้า มีความเร็วเป็นจุดเด่นก็จริง แต่หลายครั้งที่เขาลงมาทำหน้าที่แบ็กขวา ช่วยเล่นเกมรับได้ไม่ดีเอาเสียเลย ข้ามไปอีกฟากทางแบ็กซ้าย ลุค ชอว์ หมดสภาพนักศึกษาไปแล้วจริงๆ การปล่อยตัวให้มีเนื้อมีหนัง พูดให้มันชัดคือ ปล่อยตัวให้อ้วน มันทำให้การเปลี่ยนจากจังหวะที่ลุยขึ้นไปเล่นเกมรุก แล้วต้องวิ่งลงมาเล่นเกมรับเมื่อเจอคู่แข่งสวนกลับเร็ว ชอว์ เสียพื้นที่ของตัวเองชักถี่เกินไป เป็นเหตุให้งานไปเข้าตัวรองบอลอย่าง แม็คไกวร์ และคู่หูเซ็นเตอร์ แผงรับ 4 คนของยูไนเต็ด จึงบ้อท่าแบบไม่เป็นกระบวนอย่างที่เห็น ถ้าไม่รีบแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ด้วยการเสริมทัพตัวเป้ง หรือ โซลชา ไม่คิดจะปรับแท็คติกใดๆ ดาบิด เด เคอา หรือ ดีน เฮนเดอร์สัน สองนายทวารดาวเด่นของทีม เป็นได้เมื่อยหลังกันถ้วนหน้า

ขี้เหนียวจน (ส่อ) ชวดซานโช่

นอกจากเกมรับที่ไม่เอาอ่าวแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ยังสอบตกในเรื่องของการดึงผู้เล่นเกมรุกเข้ามาเสริม การขี้เหนียวเกินเหตุทำให้ทีม (ส่อ) ชวด จาดอน ซานโช่ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติอังกฤษ ที่น่าจะฝากอนาคตไว้ในถ้ำเสือเหลืองโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ลุยศึกบุนเดสลีก้า เยอรมนี ไปอีกสัก 1 ซีซั่น

การที่ยูไนเต็ดมีบรูโน่แฟร์นานเดสอยู่แล้วทั้งคนทำให้ซีอีโออย่างเอ็ดวู้ดเวิร์ดอาจไม่ได้มองถึงความจำเป็นที่จะต้องเปิดคลังนำเงิน 108 ล้านปอนด์ หรือกว่า 4,300 ล้านบาท ไปสนองความต้องการของ ดอร์ทมุนด์ ถึงแม้ ซานโช่ พร้อมเก็บกระเป๋ากลับมาอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ อีกครั้งแล้วก็ตาม อีกทั้งการที่ปิศาจแดงเพิ่งไปสอย ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค มาจาก อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ (ราว 1.6 พันล้านบาท ) ทำให้ วู้ดเวิร์ด ยิ่งไม่กระตือรือร้นที่จะคว้าตัว ซานโช่ มาสู่ถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แต่อย่างใด

แต่ก็มีคำถามเกิดขึ้นในหมู่แฟนบอลยูไนเต็ดว่าตกลงแล้ววู้ดเวิร์ดได้พูดคุยปรึกษากับโซลชาบ้างหรือไม่ในเรื่องของการเสริมทัพเพราะผ่านไป 3 นัด ฟาน เดอ เบค ยังไม่ได้ลงตัวจริงแม้แต่นัดเดียวในพรีเมียร์ลีก ได้ลงก็แต่เพียงฟุตบอลถ้วย คาราบาว คัพ ซึ่งการซื้อนักเตะค่าตัวแพงๆ มานั่งสำรอง มันสะท้อนให้เห็นถึงความคิดของซีอีโอ ที่อาจไม่รู้เรื่องฟุตบอลอย่างที่ใครต่อใครว่าจริงๆ ก็เป็นได้ และสปอร์ตไลท์มันยังฉายไปที่ตัวกุนซือด้วยว่า ตกลงแล้ว โซลชา ไม่มีมันสมองในการปรับใช้งาน ฟาน เดอ เบค ให้เหมาะสมหรืออย่างไร

เสริมทัพอย่างกับทีมระดับกลาง

ก่อนเดดไลน์จะมาถึงในคืนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีข่าวกำลังจะได้นักเตะอีก 2 คนเข้ามาเสริม นั่นก็คือ อเล็กซ์ เตลเลส แบ็กซ้ายบราซิเลี่ยน ที่ทีมยอมจ่ายค่าตัว 18 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 720 ล้านบาท ให้แก่ เอฟซี ปอร์โต้ ส่วนอีกคนได้แก่ การเซ็นสัญญา 2 ปีกับ เอดินสัน คาวานี่ กองหน้าอุรุกวัยวัย 33 ปีที่ปัจจุบันกลายเป็นผู้เล่นฟรีเอเย่นต์หลังโดนปารีสแซงต์แชร์กแมงค์ปล่อยตัวออกมา

มาดูที่กรณีแรกการมาของเตลเลสทำให้แมนฯยูไนเต็ดมีแบ็กซ้ายธรรมชาติ 3 คน เมื่อรวมกับ ลุค ชอว์ และดาวรุ่งอย่าง แบรนด้อน วิลเลี่ยมส์ ซึ่งการที่ ชอว์ ฟอร์มดูถดถอยไปเยอะ อาจทำให้ โซลชา เลือกยัดตำแหน่งตัวจริงให้ เตลเลส ทันที แต่การที่ปิศาจแดงตัดสินใจปล่อย ดีเอโก้ ดาโลต์ ให้ เอซี มิลาน ยืมตัวไปลุยศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี มันจึงมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ กุนซือชาวนอร์เวย์ อาจมีอ๊อปชั่นใช้งาน เตลเลส ในตำแหน่งแบ็กขวาสลับกับ วานบิสซาก้าก็เป็นได้

ส่วนกรณีของคาวานี่การที่ทีมพร้อมจ่ายค่าเหนื่อยถึง 2 แสนปอนด์ หรือราวๆ 8 ล้านบาทต่อสัปดาห์ บทบาทของอดีตกองหน้าทีมชาติอุรุกวัย จึงไม่ควรเป็นแค่แบ็กอัพให้ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ในแต่ละสัปดาห์เท่านั้น โอเคการที่ คาวานี่ อายุเยอะแล้ว (33 ปี) คงลงสนามแบบเต็มๆ เกม 2 นัดต่อสัปดาห์ไม่ไหว ดังนั้นการเลือกใช้บริการดาวยิงผมยาว ถือเป็นกึ๋นที่ โซลชา ต้องแสดงให้เห็น ถ้าเลือกใช้งานได้เหมาะ คาวานี่ อาจกลายเป็นพระเจ้าเหมือนครั้งที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช มาปลุกความหวังในโรงละครแห่งความฝัน แต่หากตรงกันข้าม คาวานี่ ก็จะถูกปรามาสนำไปเปรียบเทียบกับอดีตกองหน้าอเมริกาใต้ ที่เคยมาล้มเหลวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ว่าจะเป็น ดีเอโก้ ฟอร์ลัน , ราดาเมา ฟัลเกา , อเล็กซิสซานเชซหรือแม้แต่คาร์ลอสเตเบซ

ทั้งนี้ทั้งนั้นการเสริมทัพของแมนฯยูไนเต็ดในช่วงตลาดซัมเมอร์นี้ไม่มีใครคาดหวังว่าผลงานของทีมจะเปรี้ยงปร้างขึ้นมาทันทีในเมื่อเตลเลสกับคาวานี่อาจเป็นแค่องค์ประกอบเสริมเผื่อเหลือเผื่อขาดมันจึงเหมือนการเสริมทัพของทีมระดับกลางๆหรือทีมใหญ่ขี้เหนียวที่หวังเอาตัวรอดไปวันๆก็เท่านั้น

ถึงเวลาหากุนซือใหม่จริงจัง

นอกจากถึงเวลาจริงจังกับการหาผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์เข้ามาเสริม อาจเป็นช่วงซัมเมอร์หน้าก็ว่ากันไป แต่สิ่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเริ่มคิดไว้บ้างแล้วก็คือ การเปลี่ยนตัวแม่ทัพในตำแหน่งกุนซือ ซึ่งที่ผ่านมา โซลชา ถือว่าสอบไม่ผ่านในหลายๆ เรื่อง ทั้งการวางตัวผู้เล่น วางแท็คติกให้ลูกทีมลงไปสู้ในสนาม การปรับเปลี่ยนอะไรๆ ระหว่างเกม หรือเรื่องของจิตวิทยาที่โค้ชวัย 47 ปี สอบตกอย่างชัดเจน หลายครั้งที่แฟนๆ ยูไนเต็ด เห็นภาพ โซลชา ขึ้นไปนั่งดูจอบนอัฒจันทร์ แม้มันอาจทำให้เห็นวิสัยทัศน์ในมุมสูงเมื่อมองลงไปในสนาม หรือเห็นความบกพร่องของลูกทีมได้ชัดเจนขึ้นเมื่ออยู่จ้องหน้าจอ แต่ถ้าเป็นในลักษณะนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีกุนซือไว้ยืนข้างสนามเหมือนกับทีมอื่นๆ ก็ได้ ที่สำคัญ เราแทบไม่เห็น โซลชา ออกมาตะโกนกระตุ้นลูกทีม เหมือนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ออกมาแหกปากอยู่เป็นประจำ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นขุนพลปิศาจแดงชุดปัจจุบันลงเล่นแบบซังกะตายไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าจะเจออะไรในเมื่อทำผลงานย่ำแย่หรือไม่มีแม้แต่กำลังใจจะฮึดสู้ในยามที่เวลานับถอยหลังแล้วทีมต้องการชัยชนะในแมตช์นั้นๆซึ่งคุณสมบัติตรงนี้โซลชาไม่มีแม้แต่นิดเดียว

ที่สำคัญเมื่อเกิดคำว่าวิกฤติหรือหายนะขึ้นกับทีมกีฬา โดยเฉพาะทีมยักษ์ใหญ่ คำว่าปฏิรูปมักถูกหยิบยกนำมาพูดถึง แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า เอ็ด วู้ดเวิร์ด มีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน กับการมาสนามแล้วขึ้นไปนั่งชมเกมอยู่บนอัฒจันทร์อยู่ตลอดทุกสัปดาห์ ถ้าความเปลี่ยนแปลงยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น วู้ดเวิร์ด ก็ไม่สมควรที่จะนั่งในตำแหน่งซีอีโอแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอีกต่อไปเช่นกัน

 

 

ติดตามข่าวสารได้ที่ :: ข่าวฟุตบอล ใหม่สด ทุกวัน

บทความข่าวฟุตบอล :: อ่านบทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี