“เมสซี่” สิ้นสุดทางรัก “บาร์เซโลน่า”

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวการย้ายทีมใด

ที่สะท้านโลกา ไปกว่าการที่ ลิโอเนล เมสซี่ แสดงความประสงค์ที่จะขอย้ายออกจากสโมสร บาร์เซโลน่า

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวการย้ายทีมใด

หลังจากที่สวมยูนิฟอร์ม “เลือดหมู-น้ำเงิน” มายาวนานตั้งแต่เป็นสมัยดาวรุ่ง แต่ซูเปอร์สตาร์อาร์เจนไตน์วัย 33 ปี จะสมหวังได้เก็บกระเป๋าลาจากถิ่นคัมป์นูหรือไม่ และสถานีไหนที่ เมสซี่ จะลงเอยด้วย ลองไปดูโอกาสความน่าจะเป็นกัน

ว่าด้วยเรื่องความจงรักภักดี

นับตั้งแต่อำลาบ้านเกิด ย้ายจากทีมเยาวชนของ นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ ในลีกอาร์เจนไตน์ เข้าสู่โรงเรียนลูกหนัง ลามาเซีย ในปี 2001 ลิโอเนล เมสซี่ ก็เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของบาร์เซโลน่า ในปี 2004 ถึง ณ วันนี้ กัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่า อยู่กับบาร์ซ่ามายาวนาน 16 ปี 7 เดือน กับอีก 28 วัน ถือเป็นนักฟุตบอลที่มีความจงรักภักดีต่อต้นสังกัดมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ร่วมกับ มาร์ค โนเบิ้ล กองกลางชาวอังกฤษ สังกัด “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในเวทีพรีเมียร์ลีก โดยทั้ง เมสซี่ และ โนเบิ้ล มีสถิติรับใช้สโมสรเดียวยาวนานที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังของยุโรป เป็นรองเพียงแค่ อีกอร์ อคินเฟเยฟ นายทวารชาวรัสเซีย ที่อยู่โยงกับ ซีเอสเคเอ มอสโก จนถึงทุกวันนี้ เป็นเวลายาวนาน 17 ปี 7 เดือน กับอีก 28 วัน

ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในถิ่นคัมป์ นู เมสซี่ นำพาเกียรติยศ โทรฟี่แชมป์เข้าสู่สโมสรมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ ลา ลีก้า 10 สมัย แชมป์โคปา เดล เรย์ 6 สมัย ครองจ้าวยุโรปเป็นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีก 4 สมัย รวมถึงเป็นแชมป์ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ หรือสโมสรโลก 3 สมัย นี่เป็นเพียงบางส่วนที่ เมสซี่ รังสรรค์ให้กับ บาร์เซโลน่า และคงไม่ต้องบอกว่าที่ผ่านมากัปตันทีมผู้นี้ทุ่มเทพยายามทำให้กับสโมสรมากแค่ไหน

หมดรัก บาร์เซโลน่า ?

“หมดรัก บาร์เซโลน่า” อาจเป็นพาดหัวที่รุนแรงเกินไปหน่อย แต่ถ้าพูดว่า “หมด(กำลัง) ใจ” นั่นอาจเป็นความรู้สึกที่อยู่ข้างในลึกๆ ช่วงหลายปีหลังมานี้ เมสซี่ ดูไม่มีความสุขกับแนวทางบริหารของ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานสโมสรที่ขึ้นมานั่งแท่นหัวเรือใหญ่บาร์ซ่า ตั้งแต่ปี 2014 เพราะหลังจากหมดยุค หลุยส์ เอ็นริเก้ คุมบังเหียนในปี 2017 บาร์เซโลน่า มีแต่สาละวันเตี้ยลง การเลือกตำแหน่งหัวเสือถือเป็นความผิดพลาดที่ บาร์โตเมว เจอวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ย้ายจาก แอธเลติก บิลเบา มานำพาสโมสรคว้ามาได้แค่ 4 แชมป์ตลอดการทำงาน 3 ปี สุดท้ายโดนปลดกลางฤดูกาล 2019-20 จากนั้นทีมตัดสินใจจ้าง กิเก้ เซเตียน กุนซือโนเนมจาก เรอัล เบติส มาแก้วิกฤติ ซึ่งผลที่ออกมาคือ ฤดูกาลที่ว่างเปล่า สโมสรไม่มีแชมป์ติดมือครั้งแรกในรอบ 12 ปี พร้อมกับกระแสข่าวลือที่ออกมาตลอดว่า บรรดานักเตะไม่ใช่เพียงแค่ เมสซี่ ที่ออกอาการเกาเหลากับ เซเตียน กุนซือผู้นี้จึงถูกปลดโดยปริยาย จากผลงานอันเข้าตา บาร์ซ่าปราชัยยับเยินให้แก่ บาเยิร์น มิวนิค ถึง 8-2 ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย

ล่าสุด บาร์เซโลน่า ประกาศแต่งตั้ง โรนัลด์ คูมัน อดีตกุนซือทีมชาติเนเธอร์แลนด์ กลับมาเหยียบถิ่นคัมป์ นู อีกครั้ง หลังเคยสร้างชื่อเป็นกองหลังเท้าหนักประจำทีมในยุค 90 แต่การที่มีข่าว คูมัน ประกาศว่า หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าทีมชาติอุรุกวัย ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมสำหรับฤดูกาล 2020-21 ที่กำลังจะมาถึง ยิ่งทำให้หลายคนเอาไปโยงถึงความไม่พอใจของ เมสซี่ ที่เกิดขึ้นกับกุนซือใหม่ทันที เนื่องจาก เมสซี่ กับ ซัวเรซ ไม่ใช่แค่คู่หูในสนามเท่านั้น นอกสนามทั้งคู่ยังสนิทสนมกันมาก และหากมองไปถึงนโยบายการเสริมทัพของ บาร์เซโลน่า ที่ผ่านมา ซัวเรซ ถือเป็นนักเตะฝีเท้าดีที่สุดที่ทีมคว้าตัวมาได้ในช่วงหลายปีมานี้ แต่การที่ คูมัน คิดจะโละทิ้ง มันยิ่งสะท้อนให้ เมสซี่ มองไม่เห็นถึงอนาคตของบาร์ซ่าที่ต้องฝากไว้ในมือ คูมัน นี่อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลให้กัปตันคิดอำลาทีม

ค่าฉีกสัญญาอลเวง

แรกเริ่มเดิมที เมสซี่ มีค่าฉีกสัญญากับ บาร์เซโลน่า อยู่ที่ 300 ล้านยูโร หรือกว่า 11,000 ล้านบาท แต่สัญญาฉบับใหม่ที่จรดปากกาเซ็นกันไปเมื่อปี 2017 ระบุค่าฉีกสัญญาของซูเปอร์สตาร์อาร์เจนไตน์ ไว้ที่ 700 ล้านยูโร หรือราวๆ 25,940 บาท หลังจากที่ทีมดังแห่งกาตาลุนญ่า เกรงว่าจะมีสโมสรใดใจกล้าบ้าบิ่นเหมือน ปารีส แซงต์แชร์กแมงค์ ที่เคยทุ่มเงินถึง 222 ล้านยูโร หรือกว่า 8 พันล้านบาท กระชากตัว เนย์มาร์ ไปร่วมงานเมื่อปี 2017

แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนมีรายงานว่า เมสซี่ ขอใช้อ๊อปชั่นย้ายออกจากทีมแบบไม่มีค่าตัว ซึ่งเรื่องนี้ บาร์เซโลน่า เล่นแง่ไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นแน่นอน พร้อมระบุว่า อ๊อปชั่นดังกล่าวเลยเงื่อนเวลาที่จะใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ผลพวงจากไวรัสมรณะ “โควิด-19” ทำให้การแข่งขันฟุตบอล ลา ลีก้า และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ต้องยืดยาวออกไป เมสซี่ จะมาใช้อ๊อปชั่นดังกล่าวก็ไม่ได้แล้ว อีกทั้งล่าสุด ลา ลีก้า ออกมายืนยันชัดเจนว่าจะไม่ถอนชื่อ เมสซี่ ออกจากการลงทะเบียนกับทางสหพันธ์ฟุตบอลสเปนอย่างแน่นอน หากไม่มีทีมใดยอมจ่ายค่าฉีกสัญญา เมสซี่ เป็นเงินที่สูงถึง 700 ล้านยูโร ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง จะมีสโมสรใดบ้าดีเดือดจ่ายเงินกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อแลกกับนักเตะอายุ 33 ปี อย่างไรก็ดี มีบางกระแสเปิดเผยว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมกระเป๋าหนักของพรีเมียร์ลีก พร้อมจ่าย 500 ล้านยูโร หรือไม่ก็แถมนักเตะอย่าง เอริค การ์เซีย , แบร์นาโด้ ซิลวา และ กาเบรียล เฮซุส สลับดอกไปเล่นให้ บาร์เซโลน่า ซึ่งจากเม็ดเงินค่าฉีกสัญญาที่เกินจริงนี่เอง ทำให้โอกาสย้ายทีมของ เมสซี่ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ อย่างแน่นอน

ความท้าทายครั้งสุดท้ายในอาชีพค้าแข้ง

ทันทีที่ เมสซี่ ประกาศขอย้ายทีม การ์เลส ปูโยล อดีตกองหลังกัปตันทีมบาร์ซ่า เป็นคนแรกๆ ที่ทวีตข้อความอยากให้ทุกคนให้เกียรติกับการตัดสินใจของตำนานแข้ง เพราะตลอดช่วงเวลา 16 ปีที่ผ่านมา ไม่มีแม้แต่วันเดียวที่ เมสซี่ ไม่ทุ่มเทให้กับ บาร์เซโลน่า แต่เมื่อมันถึงช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง เมสซี่ อยากหาโอกาสย้ายไปเล่นให้สโมสรอื่นดูบ้าง ซึ่งทีมที่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายได้จริงๆ เห็นทีจะมีแค่ 2 สโมสรบนโลกใบนี้ นั่นก็คือ แมนฯ ซิตี้ กับ ปารีส แซงต์แชร์กแมงค์ ที่มีนายทุนจากตะวันออกกลางหนุนหลังอยู่

โดยกรณีกับ “เรือใบสีฟ้า” กระแสค่อนข้างมาแรงทีเดียว นอกจากเงินค่าฉีกสัญญา ทีมดังแห่งอีสต์แลนด์ ไม่มีปัญหากับค่าเหนื่อยของ เมสซี่ ที่ตกสัปดาห์ละ 988,000 ปอนด์ หรือราวๆ 40 ล้านบาท ไหนจะมีค่าลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ที่ต้นสังกัดต้องจ่ายให้ เมสซี่ อีกปีละ 9.1 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 375 ล้านบาท ซึ่งถ้าได้ลงเอยกับ แมนฯ ซิตี้ จริงๆ เมสซี่ จะได้กลับมาร่วมงานกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อดีตกุนซือผู้พา บาร์เซโลน่า เป็นแชมป์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 14 รายการ นอกจากนี้ เมสซี่ ยังจะได้ล่าตาข่ายร่วมกับ เซร์คิโอ กุน อเกวโร่ เพื่อนร่วมทีมชาติ ซึ่ง เมสซี่ น่าจะมีความสุข อีกทั้งเขาอาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะนำพา “เรือใบสีฟ้า” ล่องไปสู่การครองจ้าวยุโรปเสียที ทว่านั่นยังเป็นเพียงแค่มโนภาพที่แฟนๆ ซิตี้ ภาวนาให้เป็นเรื่องจริง

ส่วนอีกหนึ่งทีมที่มีโอกาสคว้าตัว เมสซี่ เห็นจะหนีไม่พ้น ปารีส แซงต์แชร์กแมงค์ การได้กลับไปประสานงานกับ เนย์มาร์ อดีตเพื่อนร่วมทีมบาร์ซ่า และการได้เล่นเคียงข้าง คิเลี่ยน เอ็มบัปเป้ ซูเปอร์สตาร์ดาวรุ่งที่คาดว่าจะมีค่าตัวแพงที่สุด ณ ปัจจุบัน นั่นหมายความว่า “เปแอสเช” จะมี 3 ประสานแนวรุกที่อันตรายที่สุดในโลก แต่ถึงกระนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ความท้าทายและมาตรฐานของฟุตบอลลีกเอิง ฝรั่งเศส ยังไม่หอมหวานเท่ากับ พรีเมียร์ลีก จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบริษัทรับพนันถูกกฎหมายทุกสำนักต่างยกให้ แมนฯ ซิตี้ เป็นเต็งจ๋าที่จะคว้าตัว เมสซี่ ไปร่วมงาน

หาใช่ซูเปอร์สตาร์คนสุดท้ายอำลาบาร์ซ่า

       บาร์เซโลน่า ถือเป็นหนึ่งในสโมสรยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ที่ผ่านมามีนักเตะซูเปอร์สตาร์เดินเข้าออกคัมป์นู มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานทีมชาติอาร์เจนติน่า ที่เคยมาอยู่กับทีมช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างปี 1982-84 โดยเหตุผลที่ “เสือเตี้ย” ต้องอำลาทีมไป เนื่องจากก่อเรื่องฉาวมีเรื่องกับนักเตะ แอธ.บิลเบา ในศึกโกปา เดล เรย์ นัดชิงชนะเลิศที่กรุงมาดริด เมื่อปี 1984 ซึ่งแมตช์ดังกล่าว กษัตริย์ ฆวน การ์ลอส ของสเปน ทรงร่วมทอดพระเนตรเกมการแข่งขันอยู่บนอัฒจันทร์เช่นเดียวกับแฟนบอลเรือนแสน จากเรื่องฉาวสะท้านโลกทำให้ โจเซป หลุยส์ นูเยซ ประธานบาร์ซ่าสมัยนั้น ตัดสินใจโละ มาราโดน่า ให้กับ นาโปลี ทีมในอิตาลีทันทีหลังจบซีซั่น

ไม่ใช่เพียง มาราโดน่า ยังมีซูเปอร์สตาร์จากทวีปอเมริกาใต้ ที่ต้องอำลาทีมบาร์ซ่าไป หนึ่งในนั้นได้แก่ ริวัลโด้ ดาวเตะบราซิเลี่ยนเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ เมื่อปี 1999 ที่มีปัญหาไม่ลงรอยกับ หลุยส์ ฟาน กัล โดยกุนซือชาวดัตช์ ต้องการให้ ริวัลโด้ เล่นเป็นหน้าต่ำคอยสนับสนุน แพทริค ไคลเวิร์ต กองหน้าทีมชาติเนเธอร์แลนด์ แต่ ริวัลโด้ ยืนยันว่าตนเองเหมาะสมกับการขึ้นเกมรุกทางกราบซ้าย เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน นักเตะเล่นไม่ได้ตามแท็คติกที่โค้ชวางเอาไว้ ริวัลโด้ จึงถูกปล่อยตัวทิ้งก่อนหมดสัญญา 1 ปี ย้ายไปเล่นให้ เอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่แห่งเซเรีย อา อิตาลี ในปี 2002

นอกจากนี้ บาร์เซโลน่า ยังเคยปล่อยอีกหนึ่งซุปตาร์บราซิเลี่ยนอย่าง โรนัลดินโญ่ ออกไปในปี 2008 ในเมื่อ “เหยินน้อย” ไม่เป็นที่ต้องการของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือจอมเฮี้ยบที่มองว่าดาวเตะแซมบ้าไร้วินัยใช้ชีวิตนอกสนามไม่เหมาะสม จึงกระทบต่อฟอร์มการเล่นอย่างชัดเจน ก่อนที่ เป๊ป เข้ามาคุมบังเหียนในปี 2008 สองปีก่อนหน้านั้น โรนัลดินโญ่ ยิงไป 24 ประตู จากการลงสนาม 49 นัด และ 26 ประตู จากการลงเตะ 45 นัด แต่พอเปลี่ยนมาสู่ยุคของเป๊ป “เหยินน้อย” กลับยิงได้เพียง 9 ประตู จาก 29 นัด จึงถูกโละทิ้งโดยปริยาย ไปสวมยูนิฟอร์ม “ปิศาจแดงดำ” เอซี มิลาน อีกคน

นี่เป็นเพียงตัวอย่างซูเปอร์สตาร์ ที่ไม่สามารถปักหลักสานต่อความสำเร็จกับ บาร์เซโลน่า แต่สำหรับ ลิโอเนล เมสซี่ การใช้คำว่า “ตำนาน” ปักอยู่ด้านหลัง คงไม่ใช่คำกล่าวอ้างที่เกินจริงแต่อย่างใด ในเมื่อ เมสซี่ ยิงให้บาร์ซ่า ไปแล้วถึง 628 ประตู จากการลงเล่นทุกรายการ 719 นัด และนับตั้งแต่ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่เมื่อ 16 ปีก่อน เมสซี่ พาต้นสังกัดคว้าแชมป์ไปได้ทั้งสิ้น 33 รายการ ไม่ว่าถึงเวลาที่สุดแล้ว ต้องแยกย้ายจากกันไป เมสซี่ จะยังคงอยู่ในใจแฟนๆ บาร์เซโลน่า ตลอดกาล และถ้าการย้ายทีมครั้งนี้เกิดขึ้น มันไม่ใช่ว่า เมสซี่ ทรยศต่อต้นสังกัดอย่างแน่นอน หากมองในมุมกลับกัน เมสซี่ กำลังช่วยให้ บาร์เซโลน่า ได้เม็ดเงินมหาศาลในการนำไปสร้างทีมใหม่หลังจากผ่านพ้นยุคของเขาไปแล้ว ที่สำคัญเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม “งานเลี้ยง ย่อมต้องมีวันเลิกรา”

 

 

ติดตามข่าวสารได้ที่ :: ข่าวฟุตบอล ใหม่สด ทุกวัน

บทความข่าวฟุตบอล :: อ่านบทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี