“อาร์เตต้า” กุนซือสมองเพชรผู้ปลุกปืนโต

แม้ฤดูกาล 2019-2020 ของฟุตบอลลีกของอังกฤษ ยังไม่ปิดฉากลงเสียทีเดียว

ในเมื่อยังมีเกมคู่สำคัญชิงตั๋วเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ระหว่าง เบรนท์ฟอร์ด กับ ฟูแล่ม รออยู่

แม้ฤดูกาล 2019-2020 ของฟุตบอลลีกของอังกฤษ ยังไม่ปิดฉากลงเสียทีเดียว

 

ในคืนวันอังคารนี้ แต่ในส่วนของการแข่งขันหลัก ไล่เรียงได้แชมป์กันไป โดยล่าสุด อาร์เซนอล ประกาศศักดาคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จ จากการเฉือนชนะ เชลซี คู่ปรับร่วมกรุงลอนดอน 2-1 โดยฮีโร่ในสนามของสาวก “ปืนใหญ่” คงหนีไม้พ้น ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมยัง ผู้รับเหมาทำสองประตู แต่ก็มีบุคคลสำคัญอีกคนที่ควรได้รับเครดิตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นก็คือ มิเกล อาร์เตต้า กุนซือชาวสเปน ผู้พาสโมสรครองแชมป์ฟุตบอลถ้วยอันเก่าแก่ของเมืองผู้ดีเป็นสมัยที่ 14 วันนี้เราลองมาชำแหละความสามารถของ อาร์เตต้า ซึ่งอาจจะขึ้นมาสืบทายาท อาร์แซน เวนเกอร์ ได้เหมาะสมที่สุด 

แท็คติกอันแยบยล

หลังจากที่เข้ามารับงานต่อจาก เฟร็ดดี้ ยุงเบิร์ก ได้สักพัก มิเกล อาร์เตต้า รู้ได้โดยพลันว่า อาร์เซนอล มีปัญหาที่แผงเกมรับ จึงปรับระบบจากการยืนหลัง 4 มาเป็นเซ็นเตอร์แบ็ก 3 คน โดยกุนซือวัย 38 ปี ไม่ได้ลืมตัวตนของทีมที่ถนัดในการเล่นเกมรุก จากการมีนักเตะพรสวรรค์อยู่หลายคน ดังนั้นการวางหมาก 3-4-3 จึงเป็นแท็คติกที่ อาร์เตต้า ปรับเปลี่ยนให้กับลูกทีม หลังกลับมาจากโควิด-19 พ่ายให้กับทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ไบรท์ตัน ซึ่งการปรับแท็คติกในครั้งนั้นช่วยให้ “ปืนใหญ่” คว้าชัย 8 จาก 11 นัดถัดมา ที่สำคัญ อาร์เตต้า ยังพาทีมไปเตะฟุตบอลถ้วยยุโรป ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ได้อีกในฤดูกาลหน้า จากการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ นั่นเอง

ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปในแท็คติกการเล่นของ อาร์เซนอล บอกได้เลยว่า อาร์เตต้า วางหมาก 2 ชั้นให้ลูกทีมลงไปสู้ในสังเวียนแข้ง อย่างเกมปราบเชลซี อาร์เตต้า สั่งให้ลูกทีมเล่นระบบ 3-4-3 ในจังหวะเดินเกมรุก แต่เมื่อใดที่ต้องเล่นเกมรับ รูปแบบการยืนของผู้เล่นจะเปลี่ยนมาเป็นระบบ 4-4-2 ทันที โดย คีแรน เทียร์นีย์ ที่หุบมาเล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กฝั่งซ้าย ต้องถ่างตัวเองไปยืนแบ็กซ้ายตามถนัด ด้าน เฮคตอร์ เบเยริน จะถอยจากวิงแบ็กขวา ลงมาประจำการแบ็กขวาเต็มตัว ขณะเดียวกันในแนวรุก อเลซ็องด์ ลากาแซตต์ กองหน้าหมายเลข 9 ต้องถอยลงมาต่ำ ดึงตัวประกบออกมา ถ่างเกมรับคู่แข่งเพื่อให้ ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมยัง และ นิโคลัส เปเป้ ใช้ความเร็วเข้าเล่นงาน เมื่อผู้เล่นเข้าใจในกลยุทธ์ของ อาร์เตต้า จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม อาร์เซนอล ถึงเล่นได้ดีขึ้นผิดหูผิดตา

ทุกอย่างไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

       ปัญหาในสนามในเกมการแข่งขัน หาใช่เรื่องที่โค้ชหวั่นกลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือเรื่องนอกสนาม ที่กุนซือทุกคนต้องรับมือกับมันให้ได้ อาร์เตต้า ก็เช่นกัน ต้องเผชิญกับคำถามมาตลอดว่าเหตุใด เมห์ซุต เออซิล ถึงไม่ได้กลับมาบัญชาเกมเสียที และทำไมถึงเลือกดร็อป มัตเตโอ เกนดูซี่ กองกลางหัวฟู ที่แฟนๆ ปืนใหญ่ คาดหวังว่าจะเป็น “นิว เอ็มมานูเอล เปอตีย์” ก็ในเมื่อทั้งคู่ไม่สามารถเล่นได้ตามหมากที่ อาร์เตต้า วางเอาไว้ ทุกอย่างจึงต้องเป็นไปตามนั้น เพราะสิ่งที่กุนซือทุกคนอย่างได้คือ การนำนักเตะมาใส่ในระบบของเขา ไม่ใช่ต้องเปลี่ยนแท็คติกไปตามความสามารถของผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง

       นอกจากนี้ อาร์เตต้า ยังได้รับคำชื่นชมไม่น้อยกับการจัดการ “ขบถลูกหนัง” อย่าง กรานิต ชาก้า จากนักเตะที่ด่าแฟนบอลตัวเองจนได้รับเสียงโห่ ตะโกนให้ขับไล่ออกจากทีม ถึงวันนี้ แผงกลางอาร์เซนอล ขาดจอมตัดเกมชาวสวิสไม่ได้แม้แต่นัดเดียว อีกทั้ง อาร์เตต้า ยังสามารถยกระดับการเล่นของผู้เล่นได้ดี กรณี ชโคดราน มุสตาฟี่ ที่เสียคนมานักต่อนักในการยืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟในระบบ 4-4-2 แต่พอปรับมาเล่นหลัง 3 คน มุสตาฟี่ เหนียวแน่นขึ้นเยอะ ไม่รวมถึงการเลือกใช้งาน อเลซ็องด์ ลากาแซตต์ ที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ลากาแซตต์ จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของ อาร์เตต้า มาตลอดในช่วงหลายนัดที่ผ่านมา

ศิษย์ล้างครูปราบยอดโค้ชมาหมด

       เมื่อจัดการอะไรภายในทีมได้ลงตัว อาร์เตต้า ถึงเวลานำทัพ “ปืนใหญ่” สู่สงครามแข้ง ซึ่งบอร์ดบริหารไม่ได้คาดหวังว่ากุนซือคนหนุ่มจะขึ้นมาสานความสำเร็จต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์ ได้ทันทีทันควัน แต่มันดันมีแนวโน้มที่ดีเกินคาด ในเมื่อ อาร์เตต้า พาทีมหักสมอ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 รอบตัดเชือกศึกเอฟเอ คัพ ชนิดที่ว่าอาจารย์อย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถึงกับมีภาพหันไปบ่นกับใครก็ไม่รู้ อยู่บนม้านั่งสำรอง โดยที่ตรงนั้นเคยมี อาร์เตต้า ให้คำปรึกษาอยู่ตลอดในช่วง 3-4 ปีหลัง ซึ่งชัยชนะครั้งนั้น หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องพลิกล็อก แต่ถ้าลงไปในรายละเอียดของเกม ไม่มีใครรู้แท็คติกของ เป๊ป ไปมากกว่า อาร์เตต้า อีกแล้ว เราจึงได้เห็นภาพ แมนฯ ซิตี้ ครองเกมแทบจะฝ่ายเดียว แต่โอกาสเจาะเข้าทำประตูมีน้อยนิดจริงๆ

ไม่ใช่แค่เพียงเกิดกรณีศิษย์ล้างครู อาร์เตต้า ยังหักด่านกุนซือมีชื่อหลายๆ คนในพรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา นำทีมหักปีก “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ , ปราบ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน ผู้มียอดกุนซืออย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ กุมบังเหียนอยู่ นี่ยังไม่รวมถึงการเล่นงานโค้ชรุ่นราวคราวเดียวกันอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) และฝากแผลลึกเอาไว้ให้แก่ แฟรงค์ แลมพาร์ด ของเชลซี อีกด้วย

ความมั่นใจจากแชมป์แรกสู่เกียรติยศลำดับต่อไป

ย้อนกลับไปสมัยเป็นนักเตะ อาร์เตต้า คว้าแชมป์มากับทั้ง ปารีส แซงต์แชร์กแมงค์ , กลาสโกว์ เรนเจอร์ส รวมถึงเป็นกัปตันทีม อาร์เซนอล ชูแชมป์เอฟเอ คัพ ฤดูกาล 2013-2014 จนกระทั่งมาถึงโมเมนต์ที่มองลูกทีม “ปืนใหญ่” เถลิงแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 14 ซึ่งนี่อาจไม่ใช่เกียรติยศลำดับสุดท้ายที่ มิเกล อาร์เตต้า จะส่งมอบความสุขให้กับแฟนๆ และสาวก “เดอะ กันเนอร์ส” คงเชื่อมั่นไม่แพ้กัน ก็ในเมื่อพวกเขามียอดกุนซือสมองเพชร ที่เรียนรู้งานจากสุดยอดโค้ชอย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มาแล้ว ถ้า อาร์เตต้า สามารถเก็บเกี่ยวเอาวิชาของอาจารย์ทั้งสองท่านมาผนึกรวมกันได้ ยุทธภพลูกหนังไม่ใช่เพียงแค่เกาะอังกฤษเท่านั้น แต่รวมถึงทุกพื้นที่ของโลกลูกหนังอาจต้องสะเทือนเลื่อนลั่นเป็นแน่

 

 

ติดตามข่าวสารได้ที่ :: ข่าวฟุตบอล ใหม่สด ทุกวัน

บทความข่าวฟุตบอล :: อ่านบทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี