“เจมี่ วาร์ดี้” จากแข้งรากหญ้า สู่ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก จากแข้งลีกสมัครเล่น

เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้า เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังอังกฤษ

ที่ไต่เต้าจากแข้งระดับลีกสมัครเล่น ผงาดขึ้นมาคว้ารางวัลดาวซัลโวในลีกสูงสุดอย่างพรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ

 

ที่ไต่เต้าจากแข้งระดับลีกสมัครเล่น ผงาดขึ้นมาคว้ารางวัลดาวซัลโวในลีกสูงสุดอย่างพรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ

 

และวันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับเพชฌฆาตสังหารประตูในวัย 33 ปี กันให้มากขึ้น

เริ่มต้นด้วยฝัน แต่ยังไม่เป็นจริง

            เจมี่ วาร์ดี้ เกิดในเชฟฟิลด์ เมืองที่มีสโมสรฟุตบอลชั้นนำอย่าง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และ เชฟฟิลด์ เว้นสเดย์ เป็นสองทีมคู่ปรับ แต่ด้วยการมี เจฟฟ์ เฮิร์สท์ ศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษ เป็นไอดอล ทำให้ วาร์ดี้ ฝันมาตลอดว่าจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และยิงประตูในสนามฮิลส์โบโร่ ให้แก่ เชฟฟิลด์ เว้นสเดย์ ให้จงได้

            มาวันหนึ่ง วาร์ดี้ ได้โอกาสจาก ไคลฟ์ เบเกอร์ ผู้อำนวยการอะคาเดมี่ “นกเค้าแมว” เชฟฟิลด์ เว้นสเดย์ ให้มาฝึกซ้อมทุกๆ วันจันทร์ อังคาร และพฤหัสบดี หลังจากเลิกเรียน จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการทดสอบฝีเท้า แต่เมื่อถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าตัวเล็กเกินไป จึงไม่ได้เดินหน้าต่อกับการเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสร วาร์ดี้ ผิดหวังสุดขีด ล้มเลิกความฝันที่จะเป็นนักฟุตบอลในวัย 15 ปี และไม่ยุ่งเกี่ยวกับเจ้าลูกกลมๆ เป็นเวลานานเกือบปี

            แต่ในปี 2003 สต็อกส์บริดจ์ พาร์ค สตีล ทีมเล็กๆ หยิบยื่นโอกาสให้ วาร์ดี้ เข้ามาเล่นในทีมชุดยู 18 ปี ไต่ระดับจากทีมสำรอง มาสู่ทีมชุดใหญ่ และก็ได้ค่าเหนื่อยอยู่ที่สัปดาห์ละ 30 ปอนด์ หรือราวๆ 1,200 บาท ซึ่งนั่นคือรายได้เสริม เนื่องจากสมัยนั้น วาร์ดี้ ทำงานในโรงงานผลิตแขนขาเทียม วันละ 12 ชั่วโมง

            ปี 2007 วาร์ดี้ พาทีมขึ้นมาเล่นในลีกดิวิชั่น 8 ของอังกฤษ แต่ดันไปมีเรื่องมีราวนอกไนท์คลับ ถึงแม้จะอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวและทำไปเพื่อปกป้องเพื่อน ทว่า วาร์ดี้ ก็ต้องถูกคุมประพฤติ ใส่กำไรข้อเท้าติดตามตัวตลอดเวลา ทำให้ วาร์ดี้ เล่นฟุตบอลได้ถึงแค่นาทีที่ 60 ก็ต้องออกไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนถึงเคอร์ฟิว 6 โมงเย็นในทุกๆ วัน อย่างไรก็ตาม วาร์ดี้ ยังระเบิดฟอร์มยิงให้ สต็อกส์บริดจ์ พาร์ค สตีล ไปถึง 66 ประตู จากการลงสนาม 107 นัด

10 ปีก่อน น้อยคนนักรู้จักผู้ชายคนนี้

            จากนั้นในปี 2010 เจมี่ วาร์ดี้ เริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลอย่างจริงจังกับสโมสร ฮาลิแฟ็กซ์ ทาวน์ และเพียงขวบปีแรก วาร์ดี้ ทะลวงตาข่ายไป 23 ประตู จากการลงสนาม 33 นัดในฤดูกาล 2010-11 จึงย้ายไปอยู่กับ ฟลีทวูด ทาวน์ เล่นให้ทีมระดับคอนเฟอเรนซ์ พรีเมียร์ ได้เพียงซีซั่นเดียว “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมในเดอะแชมเปี้ยนชิพ ยอมทุ่มเงิน 1 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 40 ล้านบาท คว้าตัวมาร่วมทัพในปี 2012 หลังจากที่เห็น วาร์ดี้ ยิงไปอีก 31 ประตู จากการลงสนาม 36 นัด ให้แก่ ฟลีทวูด ทาวน์

การเริ่มต้น มักยากเสมอ

        ฤดูกาลแรกกับต้นสังกัดใหม่ เจมี่ วาร์ดี้ ยิงได้เพียง 5 ประตู จากการลงสนาม 29 นัดในเดอะแชมเปี้ยนชิพ ทำให้มีคำถามจากแฟนๆ “สุนัขจิ้งจอก” ขึ้นมาทันที ว่าทีมคิดอย่างไรถึงไปขุดเอาหมอนี่มาร่วมงาน นั่นจึงทำให้ วาร์ดี้ เกิดความท้อ มีความคิดที่จะกลับไปเล่นให้ ฟลีทวูท ทาวน์ จนต้องไปนั่งคุยแบบเปิดใจกับ ไนเจล เพียร์สัน กุนซือเลสเตอร์ สมัยนั้น โดยมี เคร็ก เช็คสเปียร์ ผู้ช่วยโค้ช ที่ยังเชื่อมั่นในพรสวรรค์ของ วาร์ดี้ นั่งฟัง คอยให้คำปรึกษาอยู่ข้างๆ

เมื่อความมั่นใจก่อเกิด วิญญาณเพชฌฆาตก็เข้าสิง

            ในปี 2014 เมื่อ วาร์ดี้ ปรับตัวเข้ากับทีมได้ ยิงไป 16 ประตู พาทีมเลสเตอร์ เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก และในฤดูกาล 2015-16 คงไม่มีใครสบประมาทกองหน้าที่สูงเพียง 5 ฟุต 9 นิ้ว หรือประมาณ 177 เซนติเมตร ได้อีกต่อไป ในเมื่อ วาร์ดี้ ยิงไปถึง 24 ประตู นำทัพ “จิ้งจอกสยาม” ครองแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในประวัติศาสตร์

            จากแข้งหนุ่มที่เคยได้ค่าจ้าง 30 ปอนด์ต่อสัปดาห์ วาร์ดี้ ขึ้นสู่จุดสูงสุดไปติดทีมชาติอังกฤษ ลงสนามนัดแรกในเดือนพฤษภาคม ปี 2015 ในเกมกับ ไอร์แลนด์ ลงเป็นตัวสำรองไปแทนที่ เวย์น รูนีย์ จากนั้น วาร์ดี้ ทำประตู เวลส์ ได้ในศึกยูโร 2016 รวมถึงเป็นขุนพล “สิงโตคำราม” ชุดคว้าอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 2018 ถึงตอนนี้ วาร์ดี้ ติดทีมชาติชุดใหญ่ไปแล้ว 26 นัด ยิงได้ 7 ประตู และยังคงเป็นอาวุธลับที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือทีมชาติอังกฤษ เลือกใช้งานถึง ณ ปัจจุบัน

ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก ในวัย 33 ปี

            แม้ฤดูกาล 2019-20 เจมี่ วาร์ดี้ ไม่สามารถนำ เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าตั๋วไปเตะยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อจบเพียงอันดับ 5 ของตาราง แต่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งซีซั่นอันน่าจดจำสำหรับแข้งรากหญ้าที่กลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์

            ในเมื่อ วาร์ดี้ ยิงถึงหลัก 100 ประตูในพรีเมียร์ลีกเป็นที่เรียบร้อย เกมพบกับ คริสตัล พาเลซ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่สำคัญแข้งจอมเก๋าในวัย 33 ปี ยังกลายเป็นนักเตะอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่คว้าดาวซัลโวลีกสูงสุดของอังกฤษได้ ด้วยผลงานการยิงไป 23 ประตู ทุบสถิติเดิมที่ ดิดิเยร์ ดร็อกบา อดีตหัวหอกตัวแกร่ง เชลซี เคยทำได้ 29 ประตู ในศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2009-10

            แม้เข้าสู่ช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง แต่ เจมี่ วาร์ดี้ มั่นใจว่าเส้นทางสายลูกหนังที่เขาเฝ้ารอมาตลอดทั้งชีวิต จะยังไม่จบลงง่ายๆ ในเมื่อสภาพร่างกายยังฟิตปั๋ง บวกกับพลังใจอันดีเยี่ยมพร้อมลุยงานต่อกับ เลสเตอร์ ซิตี้ และทุกคนจะได้เห็นกันเมื่อฤดูกาลใหม่ของพรีเมียร์ลีก เปิดฉากขึ้นอีกครั้งในวันที่ 12 กันยายนที่จะถึงนี้ รอติดตามดูกันว่า จิ้งจอกเฒ่าจะยังมีเขี้ยวเล็บที่แหลมคมขนาดไหนกัน

 

 

ติดตามข่าวสารได้ที่ :: ข่าวฟุตบอล ใหม่สด ทุกวัน

บทความข่าวฟุตบอล :: อ่านบทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี