ถือเป็นพรีเมียร์ลีก ที่ลุยกันนานที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ

#เซเว่น ทอล์ค กับ พรีเมียร์ลีก 2019-2020

ถือเป็นพรีเมียร์ลีก ที่ลุยกันนานที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ

เมื่อโลกลูกหนังโดนพิษโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 เล่นงานจนอ่วม

ถือเป็นพรีเมียร์ลีก ที่ลุยกันนานที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ

 

ทำให้ซีซั่นเกือบจบสิ้น แต่สุดท้ายทั้ง 20 ทีมก็โม่แข้งเตะครบทั้ง 38 นัด ใช้เวลาไปเบ็ดเสร็จ 352 วัน ก่อนได้บทสรุป 7 เรื่องราวที่จะหยิบยกมานำเสนอในวันนี้

1.ตัวเลขน่าสนใจ “หงส์แดง” ผงาดแชมป์

         เหล่า “เดอะค็อป” ทั่วโลกได้ฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษหนแรกในรอบ 30 ปีกันไปแล้ว ในนัดรองสุดท้ายที่ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านถล่ม เชลซี 5-3 ณ ขณะนั้น “หงส์แดง” มี 96 คะแนน ถือเป็นตัวเลขประจวบเหมาะที่อุทิศแชมป์ให้แก่ผู้เสียชีวิต 96 ราย จากเหตุสลดที่ฮิลส์โบโร่ เมื่อปี ค.ศ.1989

         ทั้งนี้ ลิเวอร์พูล จบฤดูกาล 2019-2020 ด้วยการเก็บได้ถึง 99 คะแนน หลังบุกเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 3-1 ในแมตช์ส่งท้าย ทำให้ “หงส์แดง” ทำลายสถิติของตัวเองในการทำแต้มสูงสุดในลีก ที่เคยทำไว้ 97 แต้ม เมื่อฤดูกาล 2018-2019 อย่างไรก็ตาม ทีมดังแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ ไม่สามารถลบสถิติ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยทำไว้ถึง 100 คะแนนได้ ในปีคว้าแชมป์ฤดูกาล 2017-2018 และคำถามที่น่าสนใจคือ ในซีซั่นถัดไป ทีมใดทีมที่คิดจะชูแชมป์พรีเมียร์ลีก อาจต้องเร่งเครื่องตั้งแต่นัดเปิดสนามวันที่ 12 กันยายนนี้ ในเมื่อ 3 ฤดูกาลหลังสุด ทีมแชมป์มีเทรนด์ทำแต้มถล่มทลายไล่จาก แมนฯ ซิตี้ (100 แต้ม), แมนฯ ซิตี้ (98 แต้ม) และล่าสุด ลิเวอร์พูล ทำไว้ถึง 99 แต้ม

  1. “โซลชาแลมพาร์ด” คว้าโอกาสทองสำเร็จ

         ถือเป็น 2 กุนซือคนหนุ่มที่โดนตั้งคำถามตัวโตมาตลอดนับตั้งแต่เข้ารับงาน เมื่อ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มีข่าวว่าจะโดนปลดกลางทาง หลังนำทัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่แค่กลางตาราง ขณะที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด เจองานช้างในการเข็น เชลซี กลับมายิ่งใหญ่เหมือนยุคสมัย โชเซ่ มูรินโญ่

ในส่วนของ โซลชา พลิกสถานการณ์นำ “ผีแดง” คว้าอันดับ 3 ด้วยผลงานไร้พ่ายในลีกนับตั้งแต่กลับมาจากเบรกโควิด-19 แถมลบสถิติ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานทีม ด้วยการพา แมนฯ ยูไนเต็ด สะกดความปราชัยไม่เป็นตลอด 19 นัดติดต่อกันในทุกรายการ ทำให้ ยูไนเต็ด กลับตีตั๋วกลับไปลุยฟุตบอลยุโรปถ้วยใบใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง ที่สำคัญทีมยังมีลุ้นแชมป์อีกหนึ่งรายการในฤดูกาลนี้ เมื่อเตรียมไปรอในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูโรป้า ลีก เต็มที

ส่วน แลมพาร์ด พิสูจน์ให้เห็นว่าทีมใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาลสร้างทีมเสมอไป ในเมื่อตนเองสามารถดึงความสามารถนักเตะดาวรุ่งออกมาได้อย่างแจ่มชัดหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เมสัน เมาท์, บิลลี่ กิลมอร์ , แทมมี่ อับราฮัม , คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย หรือการปลุกปั้นจน คริสเตียน พูลิซิช ดังเป็นพลุแตกในครึ่งซีซั่นหลัง นอกเหนือจากการพา เชลซี จบอันดับ 4 ได้ตั๋วไปแชมเปี้ยนส์ ลีก แลมพาร์ด กำลังจะนำ “สิงโตน้ำเงินคราม” ทำศึกลอนดอน ดาร์บี้แมตช์ เข้าชิงเอฟเอ  คัพ บอลถ้วยรายการเก่าแก่ของโลกพบกับคู่ปรับ อาร์เซนอล และถ้าเกิดทำสำเร็จ การจะมีชื่อ แลมพ์ เข้าชิงกุนซือยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกอังกฤษ คงไม่ใช่เรื่องเกินคาดเดา

  1. “รองเท้าทองคำ” รางวัลปลอบใจ “วาร์ดี้”

แม้ไม่สามารถช่วยให้ “จิ้งจอกสยาม” คว้าตั๋วไปลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า เมื่อ เลสเตอร์ ซิตี้ พ่ายคารังให้แก่ แมนฯ ยูไนเต็ด 0-2 ในนัดตัดสิน แต่ เจมี่ วาร์ดี้ ได้รางวัลปลอบใจเป็น “รองเท้าทองคำ” จากการจบซีซั่นด้วยการทำไป 23 ประตูในพรีเมียร์ลีก เบียดเอาชนะทั้ง แดนนี่ อิงส์ (เซาธ์แฮมป์ตัน) และ ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมยัง (อาร์เซนอล) ได้อย่างหวุดหวิด ยิงได้มากกว่ากันแค่ประตูเดียว

ทั้งนี้ วาร์ดี้ ยังกลายเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุด (33 ปี) ที่คว้าดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกได้ นับตั้งแต่ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ในวัย 32 ปี เคยทำไป 29 ประตูให้กับ เชลซี เมื่อฤดูกาล 2009-2010 ซึ่ง วาร์ดี้ มั่นใจว่าตนเองจะยังทำหน้าที่ได้ดีต่อไปในฤดูกาลหน้า ในเมื่ออายุเป็นเพียงตัวเลข และที่สำคัญสภาพร่างกายก็ยังฟิตปั๋งสมบูรณ์ดี

  1. “เดอ บรอยน์” ทาบสถิติ “อองรี”

เควิน เดอ บรอยน์ จอมทัพ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาลนี้จ่ายไป 20 แอสซิสต์ ให้เพื่อนร่วมทีม “เรือใบสีฟ้า” ทำประตู ซึ่งนั่นทำให้ดาวเตะทีมชาติเบลเยียม ขึ้นไปทาบสถิติตำนานอย่าง เธียร์รี่ อองรี ที่เคยทำไป 20 แอสซิสต์ ให้ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล เมื่อฤดูกาล 2002-2003    โดย เดอ บรอยน์ ที่ทำคนเดียว 2 ประตูส่งท้ายนัดถล่ม นอริช ซิตี้ 5-0 ในวันปิดซีซั่น แต่เจ้าตัวยอมรับว่า 1 แอสซิสต์ ให้แก่ ราฮีม สเตอร์ริง รวมถึง แอสซิสต์อื่นๆ ที่ผ่านมา มีความสำคัญสำหรับทีมมากกว่าสิ่งอื่นใด

  1. ถุงมือทองคำกระเด็นจากมือ “โป๊ป”

กำลังจะปิดฤดูกาลอย่างสวยงามอยู่แล้วเชียว สำหรับ นิค โป๊ป เมื่อสามารถพา เบิร์นลีย์ ต้นสังกัดอยู่รอดปลอดภัย คว้าอันดับ 10 ได้เหนือความคาดหมาย แต่นัดสุดท้าย นายทวารวัย 28 ปี ดันมาเสียสองประตูให้ ไบรท์ตัน ทำให้สถิติคลีนชีทในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ หยุดอยู่ที่ 15 นัด เป็นเหตุให้โดน เอแดร์สัน นายด่านบราซิเลียนของ แมนฯ ซิตี้ โฉบคว้า “ถุงมือทองคำ” ไปครอง เมื่อรักษาคลีนชีทได้ 16 นัด

แต่ถึงกระนั้น นี่เป็นซีซั่นที่ยอดเยี่ยมสำหรับ โป๊ป ซึ่งอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในอาชีพเฝ้าเสา เพราะเชื่อเหลือเกินว่า แกเร็ธ เซาธ์เกต นายใหญ่ทีมชาติอังกฤษ คงต้องใคร่ครวญให้ดีถึงตำแหน่งปราการด่านสุดท้าย “สิงโตคำราม” ในเมื่อมีผู้รักษาประตูชั้นดีอย่าง จอร์แดน พิกฟอร์ด , ดีน เฮนเดอร์สัน และ โป๊ป ให้เลือกใช้งาน

6, เอาไงกันต่อ เหล่าทีมตกชั้น

บอร์นมัธ , วัตฟอร์ด และ นอริช ซิตี้ คือ 3 ทีมที่ต้องอำลาพรีเมียร์ลีก หล่นไปเล่นในเดอะแชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาลหน้า แต่เมื่อมีเส้นทางให้เดิน ก็ต้องเดินหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม บอร์นมัธ ต้องลุ้นหนักว่า เอ็ดดี้ ฮาว กุนซือคนเก่งจะอยู่กับทีมต่อไปหรือไม่ ในเมื่ออยู่กับทีมมานานตั้งแต่ปี 2012 ดังนั้น อาจถึงเวลาที่จะออกไปหาโอกาสที่ยิ่งใหญ่ให้ตัวเองเสียที

ขณะที่ วัตฟอร์ด การตัดสินใจสั่งปลด ไนเจล เพียร์สัน ออกจากตำแหน่งในช่วง 2 นัดสุดท้าย พร้อมกับตั้ง เฮย์เด้น มัลลินส์ ที่ไร้ประสบการณ์ขึ้นมาขัดตาทัพในช่วงวิกฤติ เจอกระแสวิจารณ์อย่างหนัก ซึ่งกุนซือคนต่อไปของ “แตนอาละวาด” คงต้องเฟ้นหาให้ดี เพราะแฟนๆ คงไม่อยากรอนานเกินไปในการคืนสู่ลีกสูงสุด

ด้าน นอริช ซิตี้ ถึงแม้จะตกชั้นในฐานะทีมบ๊วย แต่นักวิจารณ์กลับมองว่า “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” มีแนวโน้มที่จะได้กลับสู่พรีเมียร์ลีกได้ก่อน บอร์นมัธ หรือ วัตฟอร์ด ด้วยซ้ำ ในเมื่อพวกเขามี ดาเนียล ฟาร์เค่ กุนซือชาวเยอรมัน หรือที่แฟนๆ ยกให้เป็น เจอร์เก้น คล็อปป์ แห่งถิ่นแคร์โรว์ โร้ด อยู่ทั้งคน ที่สำคัญบรรดาดาวรุ่งที่พยายามบ่มเพาะกันมา เริ่มผลิดอกออกผล ในไม่ช้าก็จะเติบใหญ่เป็นกำลังหลักพาทีมกลับมายืนที่เดิม

  1. “ซิลบา” ถึงวันอำลาพรีเมียร์ลีก

อยู่รับใช้สโมสรมายาวนาน 10 ปี มันจึงถึงเวลาที่ ดาบิด ซิลบา จะผละ “เรือใบสีฟ้า” ขึ้นฝั่ง ไปหาความท้าทายใหม่ๆ ส่งท้ายอาชีพค้าแข้ง โดยอดีตกองกลางทีมชาติสเปน ในวัย 34 ปี ลงสนามรับใช้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มากกว่า 300 นัด พาต้นสังกัดครองแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย

แม้เอ่ยถ้อยแถลงอำลาแฟนๆ พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว แต่หน้าที่ของ ซิลบา กับ แมนฯ ซิตี้ ยังไม่จบลงเสียทีเดียว เมื่อยังมีภารกิจนำทีมลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในเดือนสิงหาคม แต่จะไปได้เกินกว่ารอบ 16 ทีมสุดท้ายหรือไม่ คงต้องถาม “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แชมป์ลา ลีก้า ทีมล่าสุดดูว่าจะยอมกันง่ายๆ หรือไม่ ถึงแม้ “เรือใบสีฟ้า” แห่งเกาะอังกฤษ จะถือสกอร์ได้เปรียบจากนัดแรก 2-1 ที่บุกไปคว้าชัยถึงถิ่น เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ มาก็ตาม

 

 

ติดตามข่าวสารได้ที่ :: ข่าวฟุตบอล ใหม่สด ทุกวัน

บทความข่าวฟุตบอล :: อ่านบทความฟุตบอลก่อนหน้านี้

เว็บดูบอลออนไลน์ :: ดูบอลออนไลน์ฟรี